วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

อินเทอร์เน็ต 40 ปีเทียบเท่า"วัยรุ่น"


ม่น่าเชื่อนะค่ะว่า อินเทอร์เน็ตกำลังจะมีอายุ 40 ปีในสัปดาห์นี้แล้ว จากจุดเริ่มต้นของการทดลองส่งข้อความแรกระหว่างคอมพิวเตอร์สองเครื่องบน เครือข่าย Arpanet ในวันที 29 ตุลาคม 1969 มาจนถึงปัจจุบันที่เปลี่ยนจากการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายกลาย เป็นโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ผู้คนสื่อสารกันเองอย่างบ้าระห่ำย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 1969 ตัวอักษรสองตัวแรกคือ LO ได้ถูกพิมพ์บนคีย์บอร์ดในมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแองเจลลีส (UCLA) ไปปรากฎบนหน้าจอที่สถาบันวิจัยของสแตนฟอร์ด โดยทั้งสองสถานที่มีระยะห่างกันถึง 314 ไมล์ ความจริงนักวิทยาศาสตร์พยายามจะพิมพ์คำว่า LOGIN แต่การเชื่อมต่อขาดหายไปก่อนที่จะพิมพ์ตัว G ได้สำเร็จ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม นั่นถือได้ว่าเป็นครั้งแรกของการส่งข้อความผ่านสายโทรศัพท์ระหว่าง คอมพิวเตอร์สองเครื่อง
ในตอนแรกมันไม่ได้ถูกเรียกว่า อินเทอร์เน็ต (Internet) อย่างทุกวันนี้ โดยชื่อเรียกดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากนั้น 5 ปี ชื่อแรกของมันคือ Arpanet (Advanced Research Projects Agency Network) ซึ่งได้รับการพัฒนาโดยนักวิทยาศาสตร์ในกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ และมันไม่ใช่ เวิลด์ไวด์เว็บ (World Wide Web) แอพพลิเคชันอินเทอร์เน็ตที่พัฒนาโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ Tim Berners-Lee ที่มีมานานกว่า 20 ปีแล้ว ส่วนอีเมล์ (email) ฉบับแรกถูกส่งหากันระหว่างคอมพิวเตอร์สองเครื่องในปี 1971
แต่สำหรับการครบรอบปีที่ 40 ของอินเทอร์เน็ตในวันที่ 29 ตุลาคม จากจุดเริ่มต้นตัวอักษรสองตัวที่ถูกพิมพ์บน "Interface Message Processor" โลกอินเทอร์เน็ตได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมาก พวกเรารู้จักการค้าขายบนเน็ตทีเรียกว่า อีคอมเมิร์ซที่มาพร้อมกับปุ่ม Buy It Now เข้าสู่ยุคโซเชียลเน็ตเวิร์ก และ mashup application อย่าง Google Wave ความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของอินเทอร์เน็ตทำให้การดำเนินชีวิตของมนุษย์ใน ทุกวันนี้เปลี่ยนไปอย่างน่าอัศจรรย์ ใครจะเชื่อว่า จากวันนั้นถึงวันนี้จะมีออนไลน์วิดีโอที่ชื่อว่า YouTube ที่มีวิดิโอหลายล้านคลิปดูกันจนสิ้นอายุขัยของคนๆ หนึ่งก็ไม่หมด ทั้งๆ ทีมันเกิดมาได้ไม่ถึงสามปีเลยด้วยซ้ำ อุตสาหกรรมเพลงที่ได้รับผลกระทบอย่างแรง จนถึงกับต้องเปลี่ยนโมเดลธุรกิจจากแผ่นดิสก์มาสู่การดาวน์โหลด Amazon ธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ที่ก่อตั้งในปี 1995 เพียงแค่ 14 ปี มันได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของการชอปปิ้งให้กับคนทั่วโลกร่วม 100 ล้านรายแล้ว อย่างไรก็ตาม Leonard Klienrock หนึ่งในทีมทีให้กำเนิดอินเทอร์เน็ตเมื่อปี 1969 กล่าวว่า "อินเทอร์เน็ตในวันนี้เปรียบเหมือนกับว่า มันได้เข้าสู่วัยรุ่นแล้ว แม้จะผ่านร้อนผ่านหนาวได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่าง แต่หนทางของอินเทอร์เน็ตยังอีกยาวไกล ถึงบางครั้งมันอาจจะสร้างปัญหาให้บ้าง แต่อินเทอร์เน็ตก็สร้างความพอใจให้กับครอบครัว และชุมชน (หมายถึงผู้ใช้ทั่วโลก)"
ข้อมูลจาก : www.arip.co.th

วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

Workforce Analytics

การใช้สารสนเทศและองค์ความรู้ในการจัดการคน โดยเน้นการวเคราะห์ประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและความคุ้มค่าของการใช้กำลังคน องค์กรที่เน้นการจัดการกำลังคนในลักษณะนี้ จะมีกลยุทธ์ด้าน (กำลัง) คน (Workforce หรือ People Strategy) เป็นตัวนำ โดยมีสมมุติฐานว่าความสำเร็จทางธุรกิจหรือทางการบริหาร เกิดจากการมีกำลังคนในจำนวนที่พอเพียงและมีขีดสมรรถนะที่เหมาะสมสำหรับเคลื่อนการทำงานในทิศทางเดียวกับเป้าหมายขององค์กร (Strategic Workforce Alignment)

วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2552

3G ช่วยให้มือถือคู่ใจของคุณทำอะไรได้อีกเยอะ..เปรียบโทรศัพท์เคลื่อนที่ เปรียบเสมือน คอมพิวเตอร์แบบพกพาก็ว่าได้

1. สามารถใช้บริการมัลติมีเดียได้เต็มที่และสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น เช่น บริการส่งแฟกซ์,รับ-ส่งข้อความที่มีขนาดใหญ่ ,ประชุมทางไกลผ่านหน้าจออุปกรณ์สื่อสาร,เล่นinternet, ดาวโหลดเพลงMP3ที่คุณชื่นชอบ หรือแม้แต่จะชมภาพยนต์สั้นๆก็ยังได้

2.เรายังสามารถใช้ account ส่วนตัวเพื่อแก้ไขหรือใช้บริการข้อมูลต่างๆผ่านมือถือได้ด้วย เช่น ถ่ายวีดีโอขึ้น Youtube หรือแม้แต่ถ่ายรูปขึ้นเว็บต่างๆ Share ให้เพื่อนๆของเราก็ได้จากทุกหนทุกแห่ง (แต่ต้องมีสํญญาณ 3Gนะ) รวมไปถึดูข่าวสารต่าง เช่น ข่าวบันเทิง,เกาะติดสถานการณ์,การท่องเที่ยว

#### เล็ก ๆ น้อย ๆ ########

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2552

องค์กรยุคใหม๋ ทำงานอย่างไร

การทำงานร่วมกันอย่าง Smarter Collaboration มี 3 หัวใจสำคัญคือ
Connect : เป็นการเชื่อมโยงกันโดยเทคโนโลยีเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมากขึ้น ทั้งกับลูกค้าและพันธมิตร เช่นการสร้าง web Portal เพื่อติดต่อกับลูกค้า ทุกวันนี้เราจะเห็นว่ามีหลายธุรกิจเริ่มสร้าง Social Networking เช่น การสร้าง blog , Web board เป็นต้นเพื่อเป็นช่องทางใหม่ในการติดต่อลูกค้า
Collaborate : เป็นการติดอาวุธให้พนักงานเพื่อให้พนักงานร่วมกันได้รวดเร็วขึ้น ด้วการนำเครื่องมือก้าน Collaboration มาใช้ในองค์กร แต่ปัจจุบันพนักงานสามารถทำงานร่วมกันจากที่ใดก็ได้ในโลก ทำให้การตัดสินใจต่าง ๆเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ธุรกิจดำเนินไปอย่างรวดเร็วและพนักงานเองก็สามารถสร้างผลงานได้มากขึ้น
Invovate : เป็นการสร้างบรรยากาศที่ทำงานให้เอื้อต่อไอเดียและการคิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ร่วมกันทั้งในระดับองค์กรและระดับพันธมิตรภายนอก
แนวคิดการทำงานร่วมกันอย่างฉลาดขึ้น ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พนักงานในองค์กรทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยขั้นตอนการทำงานและเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนขององค์กรลดลง

ข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันที่ 14 กันยายน 2552
โดย ธันวา เลาหศิริวงศ์
กรรมการผู้จัดการใหญ่ ไอบีเอ็ม ประเทศไทย

วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2552

นโยบาย 3 D กระทรวงศึกษาธิการ

1) Democracy คือประชาธิปไตย ตามนโยบายต้องการให้เด็กมีความรู้ ความเข้าใจในระบบประชาธิปไตย

2) Decency คือคุณธรรม จริยธรรม รู้ผิดชอบ ชั่วดี ตามนโยบายต้องการให้เด็กมีความรับผิดชอบ ชั่วดี มีหิริโอตตัปปะ

3) Drug คือยาเสพติด ตามนโยบายต้องการให้เด็กห่างไกลยาเสพติด

วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2552

การเข้าหัวแบบสายไขว้ ( Crossover cable EIA/TIA 568A & 568B )


ปลายสายด้านที่ 1 ลำดับสาย การเรียงสี
1.ขาว-เขียว
2.เขียว
3. ขาว-ส้ม
4.น้ำเงิน
5.ขาว-น้ำเงิน
6.ส้ม
7.ขาว-น้ำตาล
8. น้ำตาล

ปลายสายด้านที่ 2 ลำดับสาย การเรียงสี

1.ขาว-ส้ม
2.ส้ม
3. ขาว-เขียว
4.น้ำเงิน
5.ขาว-น้ำเงิน
6.เขียว
7.ขาว-น้ำตาล
8. น้ำตาล

อุปกรณ์ต้นทาง อุปกรณ์ปลายทาง
HUB ------------ > HUB
Switch -----------> Switch
Switch ----------->HUB
Computer -------->Computer
Router ----------->Computer & Switch

วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2552

การเข้าหัวแบบสายตรง ( Straight-through cable EIA/TIA 568B )

การเข้าหัวแบบสายตรง ( Straight-through cable EIA/TIA 568B )
ปลายสายด้านที่ 1
1.ขาว-ส้ม
2.ส้ม
3.ขาว-เขียว
4.น้ำเงิน
5.ขาว-น้ำเงิน
6.เขียว

7 .ขาว-น้ำตาล
8 .น้ำตาล

ปลายสายด้านที่ 2

1. ขาว - สัม
2. ส้ม
3. ขาว-เขียว
4. น้ำเงิน
5. ขาว-น้ำเงิน
6. เขียว
7.ขาว-น้ำตาล
8. น้ำตาล

อุปกรณ์ต้นทาง อุปกรณ์ปลายทาง
HUB ------- > computer
Switch ------> computer
Router ------> Computer & Switch



วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

10 ข้อน่าตะลึงเกี่ยวกับฮาร์ดดิสก์ : CHIP

ฮาร์ดดิสก์ – อุปกรณ์ที่ทุกคนมีและรู้จักมันเป็นอย่างดี แต่เกล็ดเกี่ยวกับอุปกรณ์เก็บข้อมูลที่ได้รับความนิยมที่สุดในโลกที่เราจะนำ มาบอกให้คุณทราบต่อไปนี้ รับรองว่าน่าสนใจและสร้างความตะลึงให้กับคุณได้อย่างแน่นอน
[1] ข้อมูลทะลักโลก: 988,000,000,000,000 เมกะไบต์
จากผลสำรวจที่ IDC ประกาศให้ทราบเกี่ยวกับปริมาณข้อมูลทั้งหมดที่ถูกเก็บไว้บนฮาร์ดดิสก์ทั่ว โลกในปี 2006 ว่ามีจำนวนถึง 161 Exabytes นั้น ทำให้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2010 ปริมาณข้อมูลจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 988 Exabytes หรือเกือบหนึ่งพันล้านล้านเมกะไบต์!
[2] ขนาดที่แท้จริง
ทั้งๆ ที่เราเห็นและสามารถจับต้องฮาร์ดดิสก์ได้แต่ภายนอก แต่ไม่รู้ว่าผู้ผลิตจะอ้างตัวเลขที่เป็นขนาดของจานแม่เหล็กที่อยู่ภายในไป ทำไม ยกตัวอย่างเช่น ฮาร์ดดิสก์ขนาด 3.5 นิ้วที่จริงๆ แล้วตัวบอดี้ของมันจะมีความกว้างประมาณ 10 เซนติเมตร หรือ 3.937 นิ้ว
[3] ฮาร์ดดิสก์ตัวแรกของโลก
ในปี 1956 หน่วยเก็บข้อมูลที่มีชื่อว่า IBM 350 ถูกสร้างขึ้นเพื่อบรรจุเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องคอมพิวเตอร์ IBM 305 RAMAC โดยมีหัว 2 หัวทำหน้าที่อ่าน-เขียนข้อมูลบนแผ่นจานแม่เหล็กขนาด 24 นิ้วจำนวน 50 แผ่นที่หมุนด้วยความเร็ว 1200 รอบต่อนาที ซึ่งทั้งหมดนี้ให้พื้นที่เก็บข้อมูลเพียง 4.4MB เท่านั้น
[4] บกพร่องโดยสุจริต
การคำนวณขนาดของฮาร์ดดิสก์นั้น ทางฝั่งของผู้ผลิตจะอิงขนาดด้วยตัวเลขฐาน 10 เป็นพื้นฐาน โดยหนึ่งกิกะไบต์จะเท่ากับ 10^9 ไบต์ ในขณะที่คอมพิวเตอร์จะทำงานบนพื้นฐานของเลขฐาน 2 ดังนั้นหนึ่งกิกะไบต์จึงเท่ากับ 2^30 หรือ 1,073,741,824 ไบต์ ด้วยเหตุนี้ ในความเป็นจริงฮาร์ดดิสก์ขนาด 250GB จะมีขนาดเพียง 232GB เท่านั้น
[5] กฏของมัวร์ รวมถึงฮาร์ดดิสก์ด้วย
ความจุสูงสุดของฮาร์ดดิสก์จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทุกๆ 12 เดือน – เป็นปรากฏการณ์ที่เราจะได้เห็นตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยปัจจุบันฮาร์ดดิสก์ที่มีจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไปมีความจุสูงถึง 1.5TB แล้ว
[6] ราคาสวนทางกับความจุ
ปัจจุบัน เงินแค่ 4 บาทก็สามารถแลกพื้นที่เก็บข้อมูลได้ถึง 1 กิกะไบต์แล้ว ในทางกลับกัน ฮาร์ดดิสก์ ST506 ขนาด 5.25” ความจุ 5.5MB ที่ Seagate เปิดตัวสู่ตลาดเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1980 นั้น มีราคาต่อความจุสูงถึง 12,500 บาทต่อ 1MB เลยทีเดียว
[7] ยิ่งนานยิ่งแน่น
ฮาร์ดดิสก์ที่ใช้เทคโนโลยีการบันทึกข้อมูลแบบแนวดิ่ง (Perpendicular Recording) ในปัจจุบันจะมีความหนาแน่นของข้อมูลต่อพื้นที่ 1 ตารางเซนติเมตรถึง 155Gb ซึ่งคิดเป็นอัตราที่สูงกว่าฮาร์ดดิสก์ตัวแรกเมื่อ 50 ปีที่แล้วถึง 60 ล้านหน่วย
[8] เล็กที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ในงาน CES เมื่อเดือนมกราคม 2004 โตชิบาได้เผยโฉมฮาร์ดดิสก์ขนาด 0.85 นิ้วที่มีความจุ 4GB ซึ่งถือเป็นฮาร์ดดิสก์ที่มีขนาดจิ๋วที่สุดและได้รับการบันทึกสถิติ Guinness Book of World Record ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
[9] อายุยืน ต้อง 40 องศา
เมื่อปี 2007 ที่ผ่านมา Google ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์จำนวน 100,000 ตัวในศูนย์ข้อมูลของตัวเองและพบว่า ฮาร์ดดิสก์จะมีอายุการใช้งานนานขึ้นเมื่อทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิ ประมาณ 40 องศาเซลเซียส และไม่ว่าจะร้อนเกิน 45 หรือเย็นต่ำกว่า 30 องศา ก็ล้วนแต่ทำให้ฮาร์ดดิสก์มีอายุการทำงานสั้นลงทั้งสิ้น
[10] เล็กกว่าเส้นผม 5,000 เท่า
จงระวังอย่าทำตก! ฮาร์ดดิสก์ในปัจจุบันจะมีช่องว่างระหว่างหัวอ่าน-เขียนและพื้นผิวด้านบนของ จานแม่เหล็กเพียงแค่ 10 นาโนเมตร ในขณะที่เส้นผมของคนเรานั้นจะมีความหนาประมาณ 50,000 นาโนเมตร
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 กรกฎาคม 2552 12:17 น.

วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ประเภทคอมพิวเตอร์โดยดูจากขนาดและประสิทธิภาพในการทำงาน

คอมพิวเตอร์ที่ใช้สำหรับงานเฉพาะด้าน
Super Computer เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพทางด้านการคำนวณและการประมวลผลสูงสุด มักถูกนำไปใช้ในงานเฉพาะด้านต่าง ๆ เช่น งานวิจัยหรืองานค้นคว้าทดลองขององค์กรใหญ่ ๆ ระดับประเทศ ยกต้วอย่างเช่น NASA เป็นต้น

คอมพิวเตอร์สำหรับองค์กรขนาดใหญ่
Mainframe Computer เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะเป็นตู้สูงใหญ่และตั้งวางอยู่ในห้องเฉพาะ มักถูกนำไปใช้กับองค์กรชนาดใหญ่ที่ต้องการคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงสำหรับนำไปใช้ในการทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการให้บริการข้อมูลต่าง ๆ กับผู้ใช้จำนวนมาก

คอมพิวเตอร์สำหรับองค์กรขนาดกลางและเล็ก
Mini Computer ปัจจุบันมักมีขนาดใกล้เคียงกันกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานตามบ้านทั่วไป คอมพิวเตอร์ประเภทนี้มักถูกนำไปใช้ในการทำหน้าที่ควบคุม ดูแล และจัดการระบบเครือข่ายภายในองค์กรทั้งขนาดกลางและเล็ก โดยที่องค์กรส่วนใหญ่มักนิยมเรียกว่า Server หรือเครื่องแม่ข่าย

คอมพิวเตอร์ใช้งานทั่วไป
Micro Computer จัดเป็นกลุ่มของคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็ก เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานส่วนบุคคลตามบ้านหรือสำนักงานทั่วไป เช่น PC ,Notebook ,Netbook ,Pocket PC เป็นต้น

องค์ประกอบคอมพิวเคอร์ 3 ส่วน

Hardware คือเครื่องและอุปกรณ์ต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ทุก ๆ ชิ้นที่เราสามารถจับต้องได้หรือสัมผัสได้ เช่น ซีพียู แรม เมนบอร์ด จอภาพ คีย์บอร์ด เมาส์ ลำโพง เป็นต้น

Software คือโปรแกรมหรือชุดคำสั่งต่าง ๆ ที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อใช้ควบคุมหรือสั่งการให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามที่เราต้องการ โดยซอฟต์แวร์แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ
- System Software เช่น windows ,Linux , Dos เป็นต้น
- Application Software โปรแกรมใช้งาน Microsoft Office , Photoshop , Winamp เป็นต้น
Peopleware คือผู้ใช้งานหรือผู้ทำงานอยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์ รวมไปถึงผู้ที่มีความรู้ความชำนาญอย่าง ช่างคอมพิวเตอร์ โปรแกรมเมอร์ นักวิเคราะห์ระบบ เป็นต้น

คอมพิวเตอร์คืออะไร

อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อช่วยให้การทำงานต่าง ๆ ของมนุษย์เป็นไปได้อย่างสะดวก รวดเร็วและแม่นยำ เช่น การจัดเก็่บบันทึกข้อมูล การประมวลผลข้อมูล การคิดคำนวณ และการวิเคราะห์งาน ตลอดจนงานต่าง ๆที่เกินขีดความสามารถของมนุษย์ สำหรับคอมพิวเตอร์ที่มีการใช้งานกันอย่างแพร่หลายมากที่สุดในปัจจุบัน ก็คงหนีไม่พ้นเครื่องที่เรียกกันว่า PC (Personal Computer) ซึ่งเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับใช้งานส่วนบุคคลนั่นเอง

วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

disable autorun สามารถทำได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพา antivirus

วิธีการปิด auto run ทุก drives สำหรับ Window XP ดำเนินการดังนี้

1. ไปที่ Start --> Run แล้วพิมพ์ gpedit.msc ลงไปแล้วกดปุ่ม run
2. จะมีหน้าต่าง Group Policy ขึ้นมา
3. ที่ panel ทางซ้ายคลิกเลือก User Configuration --> Administrative Templates --> System
4. ที่ panel ทางขวาหาคำว่า Turn Off Auto play แล้วดับเบิ้ลคลิก
5. จะมีไดอะล็อกบ็อก Turn Off Auto play Properties ให้คลิกเลือก Enable และเลือก All drive

วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เทคนิคการออกกำลังสมองให้สดใสในเวลาเรียน

คุณ ก็อยากมีอาการหัวใส ตอนเรียนได้ทุกครั้งใช่ใหมคะ ? ไม่ยากค่ะ คุณสามารถทำให้ สมองไหลลื่นไปได้ด้วยการบริหารและออกกำลังสมอง หรือ Brain Gym ซึ่งคิดค้นพัฒนาขึ้นในช่วง 20 ปีมานี้โดย ดร. พอล เดนนิสัน แห่ง Educational Kinesiology Foundation ในรัฐแคลิฟอร์เนียเพื่อช่วยให้สมองทั้งด้านซ้ายและสมองด้านขวาทำงานประสานกันได้ดี
ใน ช่วงแรก ดร. พอล คิดค้นวิธีการนี้ขึ้นมาเพื่อช่วยคนตาบอดและผู้ที่มีปัญหาด้าน การเรียนรู้ แต่แล้วก็พบว่า ไม่แต่คนตาบอดเท่านั้น ที่จะได้ประโยชน์ การรวบรวมพลังสมอง ให้ทำงานเป็นหน่วยเดียวกัน จะช่วยพัฒนาการทำงานตลอดจนกระทั่งความสัมพันธ์ ระหว่างบุคคล อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างสุขภาพร่างกาย ด้วยการลดความกดดันและความ เครียดอีกด้วย เหมาะกับสาวๆ ทำงานเลย แต่ก่อนที่จะไปออกกำลังกายสมอง หรือ Brain Gym นั้น มาศึกษากันสักนิดนะคะ ว่าการทำงานของสมองคนเรานั้น.. เป็นอย่างไร
สมองของคนเราแบ่งได้ เป็น 2 ซีก คือ ซีกซ้ายและซีกขวา โดยมีกลุ่มไฟ เบอร์เชื่อมสมองทั้ง 2 ซีกเข้าด้วยกัน ในคนส่วนมาก 1.สมองข้างซ้าย ควบคุมการทำงานของดวงตาข้างขวา แขน หู และขาข้างขวา อันเป็น ข้างที่สามารถ ขบคิด ถึงเหตุและผล ได้ดีที่สุด สมองซีกซ้ายนี้เอง มีความสามารถทาง ด้านการคำนวณ ความชำนาญด้านภาษา การฟังและความเข้าใจ 2.ส่วนสมองซึกขวา จะเป็นแหล่งของจินตนาการ อารมณ์ ความรู้สึก สัญชาติญาณและ ลางสังหรณ์ ความสามารถทางด้านศิลปะ และ บ่อเกิดของความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ดังนั้น ยกตัวอย่างเช่น ขณะที่คุณอ่านรายงาน สมองซีกซ้ายของคุณก็จะทำหน้าที่ ถอดความหมายคำพูด ในระหว่างที่สมองซีกขวาจะรวบรวมความคิดเข้าไว้ด้วยกัน
อย่าง ไรก็ตาม ถ้าหากเราเหนื่อยหรือเครียด สมองจะทำงานได้เพียงข้างเดียวเท่านั้น ความสามารถในการใช้สมาธิจึงลดลง และ เราก็จะไม่สามารถ รวบรวมความคิด หรือ พูดอธิบายอะไรออกไปได้ อย่างชัดเจน รวมทั้งไม่สามารถที่จะคิดในเชิงสร้างสรรค์ได้เช่นถ้าหากสมองข้างที่ทำหน้าที่รวบรวมเหตุผลของเราถูกปิด(ก็คือสมองซีกซ้าย)
เราอาจจะยังอ่านข้อความบนหน้ากระดาษได้ แต่ก็จะไม่สามารถอธิบายความหมาย ของข้อความนั้นได้เต็มที่นัก หรือไม่ก็ อาจจะตะกุกตะกัก ติดขัด อยู่กับอารมณ์หรือ ความรู้สึกยุ่งเหยิง ไม่เป็นระเบียบ และไม่สามารถคิดใคร่ครวญหรือแก้ไขปัญหาให้ สำเร็จลุล่วงไปได้ เพราะเหตุนี้เอง การแก้ไขปัญหา ความอ่อนล้าของสมองที่เกิดขึ้น กับคุณ ด้วยการบริหารสมอง จึงเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อย เพราะเมื่อใดที่สมองของเรา ทำงานประสานกันได้ดี ก็จะส่งผลให้เราสงบนิ่ง และ ติดต่อสื่อสาร รวมทั้งประเมินสิ่งต่างๆ ได้อย่างถูกต้องตามหลักเหตุผลดีขึ้น ความสามารถในการรับรู้ความคิดเห็นของผู้อื่นก็ จะพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน
เมื่อใด ที่คุณพบว่าคุณเกิดอาการ คิดอะไรไม่ออก หัวปั่น และว้าวุ่นกับการทำอะไร ให้เสร็จเรียบร้อย ล่ะก็ ลองฝึก Brain Gym ดูสิคะ ..การฝึกก็มีดังต่อไปนี้
น้ำเปล่าใสปิ๊ง หล่อเลี้ยงสมองให้สดใส วางขวดน้ำไว้ประจำโต๊ะ สำหรับคอยจิบทีละน้อย วิธีนี้จะช่วยให้จิตใจและร่างกายคุณตื่น ตัวตลอดเวลา และสมองก็จะเปิดว่าง สามารถรับข่าวสาร และข้อมูลได้ดี เพราะน้ำช่วยปรับ สารเคมีที่สำคัญในสมอง และ ระบบประสาท และเวลาที่เรารู้สึกเคร่งเครียด ส่วนหนึ่งเป็น เพราะ ร่างกายของเรา ขาดน้ำ เราจึงควรจิบน้ำเปล่า อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำ เพื่อช่วยหล่อเลี้ยงระบบของร่างกาย
บริหารกล้ามเนื้อหัวไหล่ ใช้มือซ้ายจับไหล่ขวา บีบกล้ามเนื้อให้แน่น พร้อมกับหายใจเข้า ลำดับต่อไป ให้หายใจออก และ หันศีรษะไปทางซ้าย จนกระทั่งคุณสามารถมองข้ามไหล่ซ้ายของตัวเองไปได้ จากนั้น ให้สูดลมหายใจลึกๆ วางแขนซ้าย ลงบนไหล่ขวา พร้อมกับห่อไหล่ ค่อยๆ หันศีรษะกลับ ไปตรงกลาง และเลยไปด้านขวา จนกระทั่งคุณสามารถมองข้ามไหล่ขวาของตัวคุณเองได้ ยืดไหล่ทั้ง 2 ข้างออก ก้มคางลง จรดหน้าอก พร้อมกับ สูดหายใจลึกๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อของคุณ ได้ ผ่อนคลาย เปลี่ยนมาใช้มือขวาจับไหล่ซ้ายบ้าง และทำซ้ำกัน ข้างละ 2 ครั้ง วิธีบริหารแบบนี้ จะช่วยกระตุ้นความชำนาญด้านการฟังและการได้ยิน โดยการเหยียดกล้ามเนื้อ ตรงส่วนลำคอและไหล่ทั้ง 2 ข้าง เพราะกล้ามเนื้อ ดังกล่าวเชื่อมต่อกับเส้นประสาทในสมองที่ควบคุมหู และ ดวงตาทั้ง 2 ข้าง นอกจากนี้ ยังช่วยลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ อันเกิดจากการนั่ง ทำงานที่โต๊ะเป็นเวลานานอีกด้วย
บริหารขาสวย ส่งผลดีต่อสมอง ยืนตรงให้เท้าชิดกัน ถอยเท้าซ้ายไปข้างหลัง โดยยกส้นเท้าขึ้น งอเข่าขวาเล็กน้อย แล้วโน้ม ไปข้างหน้าเล็กน้อย ก้นของคุณจะอยู่ในแนวเดียวกับส้นเท้าขวา สูดลมหายใจเข้า และ ผ่อนออก ในขณะที่ปล่อยลมหายใจออกนี้ ค่อยๆ กดส้นเท้าซ้าย ให้วางลงบนพื้นพร้อมกับ งอเข่า ขวาเพิ่มขึ้น หลังเหยียดตรง สูดลมหายใจเข้า แล้วกลับไปตั้งต้นใหม่อีกครั้ง เปลี่ยนจากขาข้าง ซ้ายเป็นขาข้างขวา โดยออกกำลังในท่านี้ทั้งหมด 3 ครั้งด้วยกัน การบริหารในท่านี้จะดีสำหรับการปรับปรุงสมาธิ รวมทั้งจะช่วยเพิ่ม อัตราความเร็วในการอ่านหนังสือ และช่วยให้กระบวน การขบคิดข้อมูลดีขึ้น นอกจากนี้ ยังจะช่วยให้กล้ามเนื้อต้นขา และ กล้ามเนื้อน่องผ่อนคลาย ช่วยคลายความตึงเครียดตรงส่วนหลังตลอดทั้งแนว ขีดๆ เขียนๆ บริหารสมอง เขียนเส้นขยุกขยิก หรือ อะไรก็ได้ลงบนกระดาษ โดยเขียนด้วยมือทั้งสองข้างพร้อมกัน ลายเส้นที่ได้อาจจะดูเพี้ยนๆ แต่ได้ผลดี ต่อระบบสมองมากวิธีนี้จะช่วยปรับปรุง ระบบการประสานงานของสมอง ด้วยการทำให้สมองทั้ง 2 ซีก ทำงานพร้อมกัน ผลดีที่ได้ก็คือทำให้การประสานงานของสมองดีขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพความทรงจำในเรื่องทิศทาง และทำให้ความชำนาญด้านการสะกดคำ และ คำนวณ ดีและรวดเร็วขึ้นอีกด้วย เสริมสร้างความเป็นทีม ให้กับสมอง วิธีที่ว่า ก็คือการเขียนเลข 8 ในอากาศนั่นเอง อาจจะเขียนด้วยนิ้ว หรือ ด้วยสายตาก็ได้ ถ้าเขียนด้วยนิ้ว ให้ยื่นแขนออกไปข้างหน้า เริ่มเขียนจากด้านซ้ายของเลข 8 โค้งจากข้างบน ลงมา ผ่านกึ่งกลางของตัวเลข เลี้ยวไปทางขวา โค้งลงหาแนวกึ่งกลางอีกครั้ง คราวนี้โค้งวนซ้าย ไปหากึ่งกลาง โค้งขวาไปจรดจุดเริ่มต้น ได้เลข 8 พอดี ทำซ้ำกัน 5 ครั้ง ( สลับแขนคนละข้างด้วย นะจ๊ะ.. ก็บอกแล้วว่า " เสริมสร้างความเป็นทีม " ) วิธีนี้จะช่วยให้ประสิทธิภาพ ในด้านการอ่าน และ การทำความเข้าใจดีขึ้น เพราะเป็นการเชื่อม ต่อการทำงานของสมองด้านซ้ายและด้านขวาให้ประสานกัน ลองทำตามข้อนี้ก่อนการอ่านเอกสาร รายงานใด ๆ จะช่วยให้คุณสามารถจับใจความสำคัญของรายงานนั้นได้เป็นอย่างดี และ จะไม่ทำให้เกิดอาการง่วงง่ายด้วย
นวดใบหู กระตุ้นความเข้าใจ นั่งพักสบายๆ แตะปลายนิ้วทั้ง 2 ข้างที่ใบหู เคลื่อนนิ้วไปยังส่วนบนของหู จากนั้นบีบนวด และ คลี่รอยพับของใบหูทั้ง 2 ข้างออก ค่อยๆ เคลื่อนนิ้ว ลงมานวดบริเวณอื่น ๆ ของใบหู ดึงเบาๆ เมื่อถึงติ่งหู ดึงลง ให้ทำซ้ำกัน 2 ครั้ง วิธีนี้จะช่วยกระตุ้นการได้ยิน และ ทำให้ความ เข้าใจดีขึ้น เพราะเป็นการคลายเส้นประสาทบริเวณใบหูที่เชื่อมสมอง รวมทั้งยังจะช่วยนวดเยื่อ แก้วหูอีกด้วย นอกจากนี้ การที่ขากรรไกร และ ลิ้น ผ่อนคลาย ยังช่วยปรับปรุง ความชำนาญทาง ด้านการพูดได้มากทีเดียว
นวดจุดเชื่อมสมอง วางมือข้างหนึ่งไว้บนสะดือ ส่วนมืออีกข้างหนึ่ง ให้ใช้นิ้วหัวแม่มือ และ นิ้วชี้ วางบนกระดูก หน้าอกบริเวณใต้กระดูกไหปลาร้า ค่อยๆ นวดทั้ง 2 ตำแหน่งประมาณ 10 วินาที วิธีการนี้จะช่วยลดความงง หรือความสับสน และกระตุ้นพลังงาน ช่วยให้มีความคิดแจ่มใส
กดจุด คลายเครียด ใช้นิ้ว 2 นิ้วกดลงบนหน้าผากทั้ง 2 ด้าน ประมาณกึ่งกลางระหว่างขนคิ้ว และ ตีนผม กดค้าง ไว้ประมาณ 3 - 10 นาที วิธีนี้จะช่วยคลายความตึงเครียด และ เพิ่มการหมุนเวียนโลหิตเข้าสู่สมอง ลองให้เวลากับตัวเองสัก 10-20 นาที กับการบริหารสมองดูบ้างนะคะ บางทีผลที่คุณได้รับ อาจจะทำให้คุณแปลกใจไปเลย

วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

การพัฒนาทักษะ 5 ด้าน

Slide 6การพัฒนาการเพื่อให้นักเรียนนักศึกษาที่เรียนกับครูจันทร์เพ็ญ เป็นผู้มี:

1) IQ (Intelligence Quotient ) การพัฒนาให้ผู้เรียน ทักษะกรบวนการคิด กระบวนการเรียนรู้ มีความเฉลียวฉลาดขึ้น ใฝ่หาความรู้อย่างต่อเนื่อง
2) EQ (Emotion Quatient) การพัฒนาผู้เรียนให้รู้จักตนเองและมีความมั่นคงทางอารมณ์
3)TQ (Technology Quotient) การพัฒนาความคล่องแคล่วในการใช้เทคโนโลยีและรู้จักเลือกใช้เทคโนโลยีต่าง ๆให้เหมาะสมกับความต้องการ
4) AQ (Adversity Quotient) การพัฒนาทักษะการแก้ไขปัญหาที่ไม่เคยพบมาก่อนและการเผชิญสภาพปัญหาที่หลากหลาย ให้ผู้เรียนสามารถปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลงและทำงานภายใต้สภาวะความกดดันได้
5) MQ(Morality Quotient) ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้ผู้เรียนมีจิตใจงดงาม รู้จักขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีและอยู่ในสังคม ความรู้ (Knowledge -based sociaty ) ได้เป็นอย่างดี

ความสำคัญของทะเบียนรถ ค่ะ

เลขรถที่ขับมีผลต่อชีวิต และอุบัติเหตุต่อชีวิต ขึ้นอยู่กับอำนาจดวงดาวของตัวเลขรถต่อผู้นั้น ได้มีผู้วิเคราะห์ไว้ว่า เลขนี้ส่งผลอย่างไรต่อผู้ขับ มีผู้ได้มาทดสอบ และได้ความจริงของเลขที่มีผล
ต่อคุณ ดังนี้

ตัวอย่าง หมายเลขทะเบียน ศว 1212
คือ 1 + 2 + 1 + 2 = 6
ให้ดูความหมายเลข 6

ตัวอย่าง หมายเลขทะเบียน ศศ 5959
คือ 5 + 9 + 5 + 9 = 28
แปลง 2 + 8 = 10
แปลง 1 + 0 = 1
ให้ดูความหมายเลข 1

ความหมายเลขทะเบียนรถ

เลข 1 หมายถึง มีตำแหน่งใหญ่ มีโลกส่วนตัว ชีวิตครอบครัวไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร ส่งผลให้ทำเพียงผู้เดียว อยู่กับครอบครัว
เลข 2 หมายถึง ผู้หญิง ความสุข ความสบาย การมีคู่ช่วยเหลือและนำพาความสะดวกมาให้ รถคันนี้มากมาย
เลข 3 การมีชีวิตอยู่อย่างมี การให้กำเนิดและการเริ่มต้นที่ดีเป็นเลขพระ บ่งบอกการเริ่มต้นสำเร็จต่างๆ และกำไรต่างๆ และอาจหมายถึงอุบัติเหตุ
เลข 4 คดีความ ทะเลาะ มีปัญหา ไม่ดี แก้นำทองแผ่น 3 แผ่นแปะให้พระเจิม เป็นสิริมงคลแก่รถและขอพรเทพให้ช่วย คุ้มครองให้ปลอดภัย
เลข 5 หมายถึงการซ่องแซม การติดขัดเรื่องเงิน แก้โดยนำพวงมาลัยถวายแม่ย่านาง ทุกวันเกิดตนเองให้แคล้วคลาดและโชคดีขึ้น
เลข 6 หมายถึงแสดงถึงคนช่วยเหลือ มากมาย คนให้เงินและมีความเจริญรุ่งเรือง แคล้วคลาดจากอันตราย
เลข 7 หมายถึง ต้องเสียเงินกับการเดินทาง อุบัติเหตุแก้ให้นำดอกไม้ถวายพระในรถขอพร ให้ทุกวันเกิดตนเองจะทำให้ตนเองมีเงินมากขึ้น และแคล้วคลาด
เลข 8 หมายถึง ความรุ่งเรือง ความมั่งมี และสมหวังด้านการงานและสุขภาพ สมบูรณ์ดี
เลข 9 หมายถึง ความสำเร็จนิรันดร ความก้าวหน้า ความสุขต่อไป แคล้วคลาดปลอดภัยดี
จึงควรเลือกเลขให้มีโชค เพราะจะทำให้ตัวคุณ
พบกับสิ่งทำให้ตัวเองดีขึ้นต่อไป

จะใส่แหวนนิ้วไหนดี ..........

เพราะชาย หญิงมีธาตุที่แตกต่างกันจึงมีวิธีการที่แตกต่างกัน จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม แหวนวงน้อยนี้ สามารถคุ้มครองผู้สวมใส่ได้เช่นกันเรื่องนี้เป็นวัฒนธรรมที่มีมาแต่โบราณกาล อย่างที่ขุดได้ในกรุสมัยโบราณลองไปดูที่พิพิทธภัณฑ์เจ้าสามพระยาที่จังหวัดอยุธยาก็จะมีแหวนหยกแหวนทองคำแท้และรัตนชาติต่างๆ รวมอยู่ด้วย สิ่งนี้เป็นหลักฐานพยานที่ดีอย่างยิ่ง ลองดูรายละเอียดต่อไปนี้

ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์
ท่าน ที่เกิดวันอาทิตย์ ผู้หญิงให้สวมแหวนมือข้างซ้าย ส่วนผู้ชายสวมแหวนมือข้างขวา ตัวเรือนควรทำจากทองแท้ เงินแท้หรือหยกถึงจะส่งพลังดี ๆออกมาคุ้มครอง ในการสวมแหวน หากเป็นผู้ชายให้เน้นไปที่นิ้วกลางและนิ้วชี้อันหมายถึงพลังอำนาจการปกครองและ วาสนาบารมีแต่หากจะสวมแหวนที่นิ้วหัวแม่มือก็ขอให้ดูตัวเองก่อน เพราะการสวมที่หัวแม่มือนั้น ต้องเป็นผู้มีเงินทองแบบหลงจู๊อยู่แล้วไม่เช่นนั้นจะเกินวาสนาตน ส่วนผู้หญิงก็ให้สวมมือซ้ายนิ้วนางหรือนิ้วกลาง ก็จะเสริมพลังของตัวเองให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง นอกจากนี้ในการสวมแหวนหลายวงในนิ้วเดียวกันนั้น ไม่ควรทำ จะทำให้เกิดความผิดพลาดในเรื่องของความรักได้ง่าย ๆ

ผู้ที่เกิดวันจันทร์
ท่านที่เกิดวันจันทร์ผู้หญิงให้สวมที่นิ้วมือข้างซ้ายส่วนผู้ชายให้สวมมือข้างขวา ตัวเรือนควรทำด้วยทองคำ เงิน นาค โลหะผสม หรือหินสีต่างๆก็ได้ แต่ควรเป็นแหวนที่วงค่อนข้างผอม บาง หัวแหวนเล็กๆ จึงจะสอดคล้องกับผู้ที่เกิดในวันจันทร์ ผู้ชายควรสวมแหวนเน้นไปที่นิ้วชี้ นิ้วนาง นิ้วกลางก็จะเสริมดวงและคุ้มครอง ห้ามสวมแหวนนิ้วก้อยและนิ้วหัวแม่มือเด็ดขาดส่วนผู้หญิงก็ให้สวมที่นิ้วกลาง นิ้วนาง นิ้วก้อย ก็จะเกิดความเจริญรุ่งเรือง สร้างพลังแห่งเมตตามหานิยมแก่เจ้าของ ไม่ควรสวมแหวนที่นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือ สามารถสวมแหวนซ้อนกันสองวงได้ แต่ถ้าเป็นสามวงซ้อนในนิ้วเดียวกันไม่ควรอย่างยิ่ง จะทำให้เกิดความผิดพลาด ในเรื่องของความรักได้ง่าย ๆ

ผู้ที่เกิดวันอังคาร
ท่าน ที่เกิดวันอังคาร ผู้หญิงให้สวมที่นิ้วมือข้างซ้าย ส่วนผู้ชายให้สวมนิ้วมือข้างขวา ตัวเรือนทำด้วยอะไรก็ได้ แต่ไม่ควรเป็นของที่แตกหักได้ ตัวแหวนควรค่อนข้างหนาสักหน่อยจึงจะดีหัวแหวนควรใหญ่เช่นกันก็จะสามารถเหนี่ยวนำความเจริญรุ่งเรืองได้ผู้ชายควรสวมไว้ที่นิ้วกลางนิ้วชี้ ก็จะคุ้มครองผู้สวมใส่ ไม่ควรสวมแหวนนิ้วนางหรือนิ้วก้อยจะทำให้ไม่มีพลังส่วนผู้หญิงควรสวมแหวนที่นิ้วกลางนิ้วชี้และนิ้วนางเท่านั้นก็จะส่งพลังคุ้มครองในทุกเรื่อง ไม่ควรสวมแหวนที่นิ้วก้อย จะทำให้เสียพลังที่เข้มแข็ง ที่สำคัญการสวมแหวนซ้อนกันหลายวงในนิ้วเดียวกันสามารถทำได้ ไม่ได้ทำให้เกิดการสูญเสียหรือมีผลใด ๆในเรื่องของความรัก

ผู้ที่เกิดวันพุธ
ท่าน ที่เกิดวันพุธ ผู้หญิงให้สวมที่นิ้วมือข้างซ้ายส่วนผู้ชายให้สวมที่นิ้วมือข้างขวา ตัวเรือนควรทำด้วยวัสดุธรรมชาติอย่าง ทอง เงินหรือหยก ตัวแหวนควรพอดีกับนิ้ว ไม่ควรหนาหรือบางจนเกินไป หัวแหวนควรทำด้วยรัตนชาติแท้หรือทำเป็นรูปเหลี่ยม ๆจะสามารถเพิ่มพลังของความเจริญรุ่งเรืองได้ ผู้ชายควรสวมแหวนไว้ที่นิ้วชี้ นิ้วกลางหรือนิ้วนางก็ได้ หรือจะใส่ที่นิ้วหัวแม่มือก็ได้เช่นกัน ส่วนผู้หญิงควรสวมแหวนที่นิ้วชี้ นิ้วกลางหรือนิ้วนางก็จะสามารถคุ้มครองได้ในทุกๆ เรื่อง นอกจากนี้ยังสามารถสวมแหวนหลายวง หลายนิ้วพร้อมกันได้ หรือจะซ้อนในนิ้วเดียวกันหลายวงก็ได้ ไม่ได้ทำให้เกิดผลเสียในเรื่องของความรักอย่างแน่นอน

ผู้ที่เกิดวันพฤหัส
ท่านที่เกิดวันพฤหัสผู้หญิงให้สวมที่นิ้วมือข้างซ้ายส่วนผู้ชายสวมที่นิ้วมือข้างขวา ตัวเรือนทำด้วยวัสดุธรรมชาติอย่าง ทองคำ เงินหรือทองคำขาว ตัวแหวนควรพอดีกับนิ้ว หรือค่อนข้างใหญ่หน่อยก็ยังดี หัวแหวนควรทำด้วยรัตนชาติแท้ แต่ควรจะมีประกายส่องสว่าง ถึงจะสามารถเพิ่มพลังของความเจริญรุ่งเรืองได้ ผู้ชายควรสวมแหวนที่นิ้วชี้ นิ้วกลางหรือนิ้วนางก็ได้ หรือจะใส่ที่นิ้วหัวแม่มือก็ได้เช่นกัน แต่ไม่ควรสวมแหวนนิ้วก้อย ส่วนผู้หญิงควรสวมแหวนที่นิ้วชี้ นิ้วกลางหรือนิ้วนาง ก็จะสามารถคุ้มครองได้ในทุกๆเรื่อง นอกจากนี้ไม่ควรสวมแหวนพร้อมกันหลายวง จะทำให้เสียพลังในเรื่องของความรัก เปรียบเหมือนการมีรักซ้อนซ่อนรัก

ผู้ที่เกิดวันศุกร์
ท่าน ที่เกิดวันศุกร์ ผู้หญิงให้สวมที่นิ้วมือข้างซ้าย ส่วนผู้ชายสวมที่นิ้วมือขวา ตัวเรือนควรทำด้วยวัสดุธรรมชาติอย่าง ทองคำ เงินหรือทำจากหิน ตัวแหวนควรมีลักษณะเป็นแฟชั่นหยักๆ หรือเป็นคลื่น หัวแหวนควรมีสีสัน หรือเป็นแหวนหลายหัวก็ได้จะสามารถเพิ่มพลังของความเจริญรุ่งเรืองได้ ผู้ชายควรสวมแหวนที่นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง หรือนิ้วก้อย หรือจะใส่ที่นิ้วหัวแม่มือก็ได้เช่นกันส่วนผู้หญิงสามารถสวมแหวนนิ้วไหนก็ได้ในทุกนิ้ว จะสามารถคุ้มครองได้ในทุก ๆเรื่องแต่การสวมแหวนซ้อนกันมากจนเกินไป จะทำให้เสียพลังในเรื่องของความรัก เปรียบเหมือนการมีรักซ้อนซ่อนรัก หรือจะกลายเป็นคนที่รักอิสระจนเกินกว่าจะควบคุมได้

ผู้ที่เกิดวันเสาร์
ท่านที่เกิดวันเสาร์ ผู้หญิงให้สวมที่นิ้วมือข้างซ้าย ส่วนผู้ชายสวมที่นิ้วมือขวา ตัวเรือนควรทำด้วยวัสดุธรรมชาติอย่าง ทองคำ เงินหรือหิน ตัวแหวนควรมีความพอดีกับนิ้ว หรือค่อนข้างใหญ่หน่อยก็ยังดี หัวแหวนควรทำด้วยรัตนชาติแท้ แต่ควรจะมีสีค่อนข้างเข้ม จะสามารถเพิ่มพลังของความเจริญรุ่งเรืองได้ ผู้ชายควรสวมแหวนที่นิ้วชี้ นิ้วกลาง หรือจะใส่ที่นิ้วหัวแม่มือก็ได้เช่นกัน แต่ไม่ควรสวมแหวนที่นิ้วก้อยหรือนิ้วนาง จะเสียพลังในการคุ้มครอง ส่วนผู้หญิง ควรสวมแหวนที่นิ้วชี้ นิ้วกลางหรือนิ้วนางก็จะสามารถคุ้มครองได้ในทุกๆเรื่อง นอกจากนี้ไม่ควรสวมแหวนพร้อมกันหลายวงจะทำให้เสียพลังในเรื่องของความรัก เปรียบเหมือนการมีรักซ้อนซ่อนรัก

มุมนี้สำหรับคนอยากแจม