วันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2555

มาสวดพระคาถาชินบัญชรกันเถอะ

บทสวดพระคาถาชินบัญชร
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)
                                              การเจริญพระคาถาชินบัญชรอันศักดิ์สิทธิ์
                                             เริ่มสวด นะโม ๓ จบ
                          นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
                          นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
                          นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

                              นึกถึงท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตแล้วตั้งอธิษฐาน

                              ปุตตะกาโม ละเภ ปุตตัง ธะนะกาโม ละเภ ธะนัง
                              อัตถิ กาเย กายะญายะ เทวานัง ปิยะตัง สุตตะวา
                              อิติปิ โส ภะคะวา ยะมะราชาโน ท้าวเวสสุวัณโณ
                                มะระณัง สุขัง อะระหัง สุคะโต นะโม พุทธายะ

      เริ่มบทพระคาถาชินบัญชร

             ๑. ชะยาสะนากะตา พุทธา เชตวา มารัง สะวาหะนัง
                  จะตุสัจจาสะภัง ระสัง เย ปิวิงสุ นะราสะภา.
                                                    ๒. ตัณหังกะราทะโย พุทธา อัฏฐะวีสะติ นายะกา
                                                         สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง มัตถะเก เต มุนิสสะรา.
             ๓. สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง พุทโธ ธัมโม ทะวิโล จะเน
                 สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง อุเร สัพพะ คุณากะโร.
                                                    ๔. หะทะเย เม อะนุรุทโธ สารีปุตโต จะ ทักขิเณ
                                                        โกณฑัญโญ ปิฏฐิภาคัสมิง โมคคัลลาโน จะ วามะเก.
             ๕. ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง อาสุง อานันทะราหุโล
                  กัสสะโป จะ มะนานาโม อุภาสุง วามะโสตะเก.
                                                    ๖. เกสะโต ปิฏฐิภาคัสมิง สุริโยวะ ปะภังกะโร
                                                         นิสินโน สิริสัมปันโน โสภิโต มุนิปุงคะโว.
             ๗. กุมาระกัสสโป เถโร มะเหสี จิตตะวาทะโก
                 โส มัยหัง วะทะเน นิจจัง ปะติฏฐาสิ คุณากะโร.
                                                    ๘. ปุณโณ อังคุลิมาโร จะ อุปาลี นันทะ สีวะลี
                                                         เถรา ปัญจะ อิเมชาตา นะลาเฏ ติละกา มะมะ.
             ๙. เสสาสีติ มะหาเถรา วิชิตา ชินะสาวะกา
                 เอตาสีติ มะหาเถรา ชิตะวันโต ชิโนระสา
                 ชะลันตา สีละเตเชนะ อังคะมังเคสุ สัณฐิตา.
                                                    ๑๐. ระตะนัง ปุระโต อาสิ ทักขิเณ เมตตะสุตตะกัง
                                                           ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ วาเม อังคุลิมาละกัง.
             ๑๑. ขันธะโมระปะริตตัญจะ อาฏานาฏิยะ สุตตะ กัง
                   อากาเส ฉะทะนัง อาสิ เสสา ปาการะสัณฐิตา.
                                                    ๑๒. ชินาฌา วะระสัง ยุตตา สัตตะปาการะลังกะตา
                                                            วาตะปิตตา ทิสัญชาตา พาหิรัช ฌัตตุปัททะวา.
             ๑๓.อะเสสา วินะยัง ยันตุ อะนันตะชินะเตชะสา
                   วะสะโต เม สะกิจเจนะ สะทา สัมพุธะ ปัญชะเร.
                                                    ๑๔.ชินะปัญชะระมัชฌัมหิ วิหะรันตัง มะฮีตะเล
                                                           สะทาปาเลนตุ มัง สัพเพ เต มะหาปุริสาสะภา.
             ๑๕. อิจเจวะมันโต สุคุตโต สุรักโข
                    ชินานุภาเวนะ ชิตุปัททะโว
                    ธัมมานุภาเวนะ ชิตาริสังโฆ
                    สังฆานุภาเวนะ ชิตันตะราโย
                    สัทธัมมานุภาวะปาลิโต จะรามิ ชินะปัญชะเรติ.
-----------------------------------------------------
เวลาสวดพระคาถาชินบัญชร ควรจะสวดอย่าเร็วนักหรือ ช้านัก เพราะว่าสวดพระคาถานี้เมื่อไร ผีเรือน ผีบ้าน รุกขเทวดา จะมาฟัง มาฟังรับบารมีพระคาถานี้ นี่คือความพิศดารของพระคาถานี้ ( ความเชื่อเป็นความแตกต่างระหว่างบุคคล ) พระคาถานี้มีอนุภาพศักดิ์สิทธิ์มาก ผู้ใดสวดมนต์หรือภาวนาอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะ กิน เดิน นั่งนอน หรือภาวนาแม้ยามอาบน้ำ แปรงฟัน หรือทำงาน จะมีอนุภาพดังนี้ คือ
1. หากสวดมนต์อย่างน้อยวันละ 3 จบ อานุภาพจะคุ้มครองผู้นั้นไป 1 วัน กับ 1 คืน
2. เวลานั่งรถ เรือ หรือขับขี่รถ หรือเดินทาง ให้นึกภาวนาไปในใจ จะทำให้คลาดแคล้ว ปลอดภัยจากอุบัติเหตุทั้งปวงได้ชงัดนักเคยพ้นมามากต่อมากแล้ว
3.ผู้สวดมนต์ พระคาถานี้เป็นประจำ จะเป็นเสน่ห์มงคลด้วยประการทั้งปวง ไม่ว่าท่านจะอยู่ในเหตุการณ์ร้ายแรงอย่างใด ให้ภาวนาจะปลอดภัย แม้คนถูกกระทำของใส่คุณ หากเรารู้ตัวแล้วภาวนามิได้ขาด รับรองได้ว่าเขาทำอะไรเราไม่ได้เลย
4. หากภาวนาประจำมิได้ขาดเลยเรามักมีอะไรพิเศษ เช่น อาจฝันรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า หากนอนแล้วภาวนาจนกระทั่งหลับ (ในใจ) คืนนั้นจะนอนหลับสบายเป็นพิเศษ ตื่นขึ้นมาจะมีความสุขปลอดโปร่งแจ่มใสเป็นพิเศษ บางทีกลางคืนจะมีอะไรดีๆ มาสอนเราด้วย
5. ผู้ที่มีอำนาจสมาธิจิตสูง สามารถจะภาวนาพระคาถานี้ ทำน้ำมนต์รักษาโรคบางชนิด ที่แพทย์ปัจจุบันรักษาไม่หายให้หายได้
6. ใครเจ็บไข้อยู่หากมีคนอื่น (แม้มิใช่ญาติ) บนบานกล่าวว่าจะสวดมนต์ให้ร้อยเที่ยว ห้าร้อยเที่ยว หรือหนึ่งพันเที่ยว ให้แก่เจ้ากรรมนายเวรเขามักจะหายป่วยจริงๆ (เคยทดลองมาแล้วแม้คนต่างศาสนากัน) หากผู้เจ็บป่วยที่นอนรักษาตัวอยู่ที่ไหนก็แล้วแต่หากภาวนาพระคาถานี้อยู่เรื่อยๆจะทำให้เขาหายป่วยเร็วขึ้น มากจนน่าแปลกใจ
7. ผู้ประกอบอาชีพต่างๆ หากยามว่างให้ภาวนาพระคาถาบทนี้จะทำให้อาชีพดีขึ้น เช่น ค้าขายดีขึ้นแม้ปลูกพืช ปลูกผักผลผลิตจะดีขึ้นหรือรายได้ดีขึ้น เด็กๆ นักเรียนหากสวดมนต์บทนี้ได้และสวดประจำบ่อยๆ หรือทุกคืนก่อนนอน จะเรียนเก่ง จำดีอย่างแน่นอนรับรอง
8. ผู้สวดมนต์พระคาถาบทนี้เป็นประจำแล้ว ประกอบอาชีพสุจริตไปด้วย จะทำให้ลดวิบากกรรมตัวเองให้เบาลงกว่าที่จะได้รับจริง หากกุศลส่งก็จะหนุนให้กุศลส่งแรงขึ้น หากใช้ไปนานชั่วชีวิตจะประสบสุขตามกุศลแน่นอน
9. เมื่อร่วมกันสวดอธิษฐานพร้อมๆ กันหลายคน หรือเวลาเดียวกัน จะมีอานุภาพบริสุทธิ์แผ่ออกไปกว้างไพศาลมากทำให้ผู้สวดก็ดี สถานที่บริเวณก็ดี รวมไปถึงประเทศชาติจะได้เจริญ และรอดพ้นจากภัยพิบัติทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นแก่ประเทศ เราได้ ทำให้ประเทศเราเด่นดังในที่สุดได้

(อานุภาพของพระคาถายังมีอีกมาก หากทุกท่านหมั่นสวดมนต์ภาวนา ความเจริญ ความเมตตา หากินคล่องก็จะอยู่กับท่าน)  ผู้ใดได้สวดภาวนาพระคาถาชินบัญชรนี้เป็นประจำอยู่สม่ำเสมอ จะทำให้เกิดความสิริมงคลสมบูรณ์พูนผล ศัตรูหมู่พาลไม่กล้ำกราย ไปทางใดย่อมเกิดเมตตามหานิยม เกิดลาภผลพูนทวี ขจัดภัยจากภูตผีปีศาจ ตลอดจนคุณไสยต่างๆ ทำน้ำมนต์รดแก้วิกลจริตแก้สรรพโรคภัยหายสิ้น เป็นสิริมงคลแก่ชีวิต มีคุณานุภาพตามแต่จะปรารถนา ดังคำโบราณว่า "ฝอยท่วมหลังช้าง" จะเดินทางไปที่ใดๆ สวด 10 จบ แล้วอธิษฐานจะสำเร็จสมดังใจ

Long-term memory structure


here are two types of long-term memory: episodic memory and semantic memory. Episodic memory represents our memory of events and experiences in a serial form. It is from this memory that we can reconstruct the actual events that took place at a given point in our lives. Semantic memory, on the other end, is a structured record of facts, concepts and skills that we have acquired. The information in semantic memory is derived from that in our own episodic memory, such that we can learn new facts or concepts from our experiences

อ้างอิงจาก : http://aaboori.mshdiau.ac.ir/FavouriteSubjects/human_memory.htm เข้าถึงเมื่อวันที่ 30/12/55

Human Memory



Sensory memory

The sensory memories act as buffers for stimuli received through the senses. A sensory memory exists for each sensory channel: iconic memory for visual stimuli, echoic memory for aural stimuli and haptic memory for touch. Information is passed from sensory memory into short-term memory by attention, thereby filtering the stimuli to only those which are of interest at a given time.

Short-term memory

Short-term memory acts as a scratch-pad for temporary recall of the information under process. For instance, in order to understand this sentence you need to hold in your mind the beginning of the sentence you read the rest.
Short term memory decays rapidly (200 ms.) and also has a limited capacity. Chunking of information can lead to an increase in the short term memory capacity. Thst is the reason why a hyphenated phone number is easier to rememeber than a single long number. The successful formation of a chunk is known as closure. Interference often causes disturbance in short-term memory retention. This accounts for the desire to complete the tasks held in short term memory as soon as possible.

Long-term memory

Long-term memory is intended for storage of information over a long time. Information from the working memory is transferred to it after a few seconds. Unlike in working memory, there is little decay.

อ้างอิงจาก : http://aaboori.mshdiau.ac.ir/FavouriteSubjects/human_memory.htm เข้าถึงเมื่อวันที่ 30/12/55



My Prof. about (Episodic and Semantic memory)





อ้างอิงจาก : http://alicekim.ca/tulving/1980_1989.htm เข้าถึงวันที่ 30/12/55



วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2555

การศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อครูผู้สอน วิชาไมโครคอมพิวเตอร์และการใช้งาน 2 ประจำปีการศึกษา 2554/2



การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อครูผู้สอน วิชาไมโครคอมพิวเตอร์และการใช้งาน 2 ในระดับชั้น ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) สาขางานเทคนิคคอมพิวเตอร์ ประจำปีการศึกษา 2554/2 โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนที่เรียนในวิชา  จำนวน 37 คน  ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้
            1. ความพึงพอใจของนักเรียนมีต่อความสามารถในการสรุปของครูผู้สอนอยู่ในระดับดี
            2.  ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อความสามารถในการถ่ายถอดเนื้อหาของครูผู้สอนอยู่ในระดับดีมาก
            3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อวิธีการสอนที่ทำให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจอยู่ในระดับดี
            4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้สื่อการสอนประกอบการเรียนการสอนอยู่ในระดับดีมาก
            5. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการวัดผล ประเมินผลที่เป็นระบบอยู่ในระดับดี

วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เด็กไทยไอคิวต่ำแต่อัจฉริยะอื้อ


อ่านข้อมูลเพิ่มเติมจาก :
http://www.matichon.co.th/daily/view_news.php?newsid=01p0108080754&sectionid=0101&selday=2011-07-08

กรมสุขภาพจิตได้แถลงข่าวผลสำรวจ IQ ของเด็กไทยทั่วทั้งประเทศโดยพบว่าเด็กไทยมีค่าเฉลี่ยของระดับสติปัญญา 98.59 ต่ำกว่าค่ากลางมาตรฐานสากลยุคปัจจุบัน (IQ = 100) โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศในเอเชียหลาย ๆ ประเทศอย่าง ฮ่องกง สิงคโปร์ จีน และญี่ปุ่น โดยการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กจะต้องเริ่มตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา เด็กจะมีระดับสติปัญญาดีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยที่เกี่ยวข้องมากมาย เช่นการได้รับอาหารเสริมตามวัย ได้รับสารไอโอดีนที่เหมาะสม มีครอบครัวอบอุ่นเรียนรู้ร่วมกับธรรมชาติ เล่นอย่างอิสระ เรียนรู้จังหวะ ดนตรี และเล่นกีฬาออกกำลังกายฯลฯ หากทำได้จะเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมความฉลาดทางสติปัญญาและอารมณ์ให้แก่เด็กไทยในอนาคต อ้างอิงจาก : http://www.satitm.chula.ac.th/section.php?Id=83&group=16&cate=news

แบบทดสอบสุขภาพจิต

สุขภาพจิตท่านเป็นอย่างไร --> คลิก ๆๆ  : แบบทดสอบสุขภาพจิต

แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ของกรมสุขภาพจิต (EQ)


แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ สร้างโดย กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข


อ้างอิงจาก : http://www.watpon.com/test/emotional.htm

วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2555

มนุษย์ต่างดาว วันสิ้นเผ่าพันธุ์ และโลกใหม่ ผ่านสายตา"อาจอง ชุมสายฯ"


ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา    เป็นนักวิทยาศาสตร์ ผู้คิดค้นระบบการลงจอดยานอวกาศบนดาวอังคาร ร่วมกับองค์การนาซา เพื่อทำการสำรวจโลกใหม่ของมนุษยชาติ เคยเป็นนักการเมืองสังกัดพรรคพลังธรรมของพลตรีจำลอง ศรีเมือง 
 
และยังเป็นนักปฏิบัติธรรมสมาธิภาวนา  มาอย่างยาวนาน ได้รับเชิญไปบรรยายเรื่องการอบรมพัฒนาจิต
 นอกจากนี้ ยังเป็นนักการศึกษา   เป็นผู้บริหารโรงเรียนสัตยาไส ที่อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี 
 เมื่อไม่นานมานี้ ดร.อาจอง ให้สัมภาษณ์ ธิติ ปลีทอง บัณฑิตย์โพสต์ ฉบับเดือนมิถุนายน 2555

Q: มนุษย์ต่างดาวมีจริงหรือไม่ หากมีทำไมมนุษย์ถึงไม่เคยเห็น

A: โลกของเราเป็นแค่ดาวเคราะห์ดวงหนึ่งเท่านั้นในกาแล็กซี่ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมดอีก 2 ล้านกาแล็กซี่ ทั้งยังมีดาวเคราะห์อื่นๆ อีกมากมายที่มีน้ำเหมือนกับโลก และหาที่ใดมีน้ำ ในทางวิทยาศาสตร์พบว่า ที่นั่นย่อมมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ผมจึงเชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีอยู่จริง หากสังเกตจากเกิดเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นกับโลกและหลักฐานทางภาพถ่ายติดยานรูปทรงแปลกๆแล้ว น่าจะเป็นคำตอบได้ดีสำหรับคำถามนี้ ส่วนเรื่องคนที่ไม่เห็นมนุษย์ต่างดาว คาดว่าเป็นเพราะเรื่องนี้คือเรื่องใหญ่ที่อาจทำให้ทุกคนตื่นกลัว ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเก็บเป็นความลับจากประชาชน

Q: ความเห็นเกี่ยวกับคำทำนายวันสิ้นโลก

A: โลกใบนี้จะอยู่กับเราไปอีกนานถึง 4500 ล้านปี เพราะตอนนี้อายุของโลกที่เฉลี่ยทางวิทยาศาสตร์ยังเดินไปเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น ส่วนคำทำนายของชนเผ่ามายาผมมองว่า มันเหมือนการเริ่มต้นของยุคใหม่มากกว่า แต่ที่คนกลัวกันเพราะอาจจะคิดต่างไปเองว่า การไม่มีบันทึกต่อไปคือวันสิ้นสุดของโลก และในกรณีของคัมภีร์ไบเบิลก็เช่นเดียวกัน อักษรไคว่หรือรหัสลับที่มีคนทำนาย อาจเป็นเพราะคนเราคิดต่างและหาข้อเปรียบเทียบกันไปเอง ซึ่งบางอย่างมันตรงกับความจริงพอดี
Q: หากในวันหนึ่งข้างหน้า เกิดมหาอุทกภัยขึ้นจริงบนโลกมนุษย์จะไปอยู่ที่ใด
A: จริงๆแล้ว ไม่ถึงกับต้องรอให้น้ำท่วม มนุษย์ก็ต้องหาที่อยู่ใหม่ ผมจำได้ว่าสมัยยังเด็ก จำนวนประชากรบนโลกมีเพียง 2 พันล้านคน แต่สมัยนี้มีถึง 7 พันล้านคน เพราะจำนวนคนเกิดมีมากกว่าคนตาย ทำให้มนุษย์กำลังจะล้นโลก ทางองค์การนาซ่าจึงค้นหาดาวดวงใหม่ให้มนุษย์ชาติ และพบว่าดาวที่ใกล้เคียงโลกมากที่สุดคือดาวอังคาร เพราะที่นั่นไม่เพียงแต่จะมีสภาพอากาศคล้ายกับโลกเท่านั้น แต่ยังมีน้ำ ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงสิ่งมีชีวิต แต่ที่นั่นเท่าที่นักวิทยาศาสตร์ทำการสำรวจยังไม่พบสิ่งมีชีวิต อะไรเลยและตอนนี้ทางองค์การนาซ่ากำลังเร่งทำการสำรวจ พร้อมกับสร้างบรรยากาศจำลองบนดาวอังคารไว้เป็นที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ให้กับมนุษย์ต่อไป

Q: ข้อคิดจาก ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา
A: วันสิ้นโลกในอนาคตอันใกล้นี้ อาจยังไม่เกิดขึ้นก็จริง แต่วันสิ้นเผ่าพันธุ์มนุษย์สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลา ด้วยการกระทำของเราทุกคนเอง และมันจะสำคัญอะไรหากในวันนี้หรือวันพรุ่งนี้โลกจะแตก เพราะในเมื่อทุกวันนี้ มนุษย์เราเองยังตอบไม่ได้เลยว่า เราเคยให้ประโยชน์หรือสร้างสรรค์สิ่งดีๆอะไรบ้าง

อ้างอิง : http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1340617445&grpid=03&catid=&subcatid= เข้าถึงวันที่ 23-10-55

"ดร.อาจอง" เผยความจริงที่ทุกบ้านควรรู้เกี่ยวกับ "มังสวิรัติ"

กล่าวได้ว่า สาเหตุสำคัญของการเกิดโรคร้ายแรงต่าง ๆ มากมายในทุกวันนี้ หนึ่งในสาเหตุหลักมาจากวิถีแห่งการ "รับประทาน" ทำให้หลาย ๆ ครอบครัวเริ่มตระหนัก และหันมาให้ความสำคัญกับอาหารสุขภาพกันมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในอาหารทางเลือกที่หลายคนเชื่อว่าเป็นทางรอดเพื่อสุขภาพนั้น เราคงจะปฏิเสธอาหาร "มังสวิรัติ" ไปไม่ได้
        เช่นเดียวกับ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา อีกหนึ่งบุคคลที่ตระหนักถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ "มังสวิรัติ" อย่างถ่องแท้ และเป็นต้นแบบและผู้นำทางความคิดในเรื่องนี้อย่างจริงจัง นับเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขบนวิถีแห่งมังสวิรัติได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกับบรรดาเด็กนักเรียนและบุคลากรในรั้วโรงเรียนสัตยาไส ซึ่งท่านบอกเล่าให้ฟังว่า เลิกกินเนื้อสัตว์ตั้งแต่อายุ 30 ปี เพราะไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งในขบวนการฆ่าสัตว์ และที่สำคัญอยากมีสุขภาพดี และมีชีวิตที่ยืนยาวถึง 120 ปี
       "ทุกวันนี้ 72 ปีแล้ว ไม่เจ็บไม่ป่วย หรือมีปัญหาด้านสุขภาพเลย ตรวจสุขภาพแล้วไม่มีคอเลสเตอรอล ไม่มีไขมัน ไม่มีน้ำตาล" ดร.อาจองเผยถึงผลต่อสุขภาพที่เห็นได้ชัดหลังจากหันมากินมังสวิรัติ
        ลึกลงไปในประเด็นเรื่อง "มังสวิรัติ" ดร.อาจอง ให้ข้อเท็จจริงในงานเปิดตัวหนังสือแท้จริงแล้วมนุษย์เป็นสัตว์กินพืชของสำนักพิมพ์ฟรีมายด์เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า มนุษย์ไม่เหมาะกับการกินเนื้อสัตว์ เพราะหากพิจารณาลักษณะทางกายภาพของมนุษย์แล้ว เราไม่เหมือนกับสัตว์กินเนื้อตรงที่ระบบการย่อยของมนุษย์มีความยาวมากกว่าร่างกาย 9 เท่า ในขณะที่สัตว์กินเนื้อมีเพียง 3 เท่า ซึ่งเป็นผลดีสำหรับพวกมันเพราะจะทำให้เนื้อสดที่กินเข้าไปย่อยสลายได้เร็วและขับถ่ายออกมาก่อนที่มันจะบูดเน่าอยู่ในท้อง แต่สำหรับมนุษย์ การกินเนื้อสัตว์เข้าไปมาก ๆ ยิ่งทำให้เนื้อเหล่านั้นเน่าเสียอยู่ในท้องเป็นเวลานาน ส่งผลให้เกิดโรคร้ายต่าง ๆ ตามมาในภายหลัง
         "การกินเนื้อสัตว์ เหมือนเราเอาซากศพเข้าไปไว้ในท้อง เนื่องจากลำไส้มนุษย์จะยาว ผิดกับสัตว์กินเนื้อที่มีลำไส้สั้นแค่ 3 เท่าของร่างกาย นั่นเป็นผลดีสำหรับพวกมัน ในขณะที่สัตว์กินพืชมีความยาวของลำไส้ประมาณ 12 เท่าของร่างกาย ทำให้อาหารที่กินเข้าไปมีเวลาอยู่ในท้องได้นาน แต่เมื่อมันกินแต่พืชผักก็ไม่เป็นปัญหา เพราะอาหารเหล่านั้นย่อยและขับออกมาจากร่างกายได้ง่าย มนุษย์ก็เหมือนกับสัตว์กินพืชที่มีลำไส้ยาว การกินผักจึงดีกว่าเนื้อสัตว์อย่างแน่นอน"ดร.อาจองขยายความ
       นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมมนุษย์ควรลดเนื้อสัตว์ลงมาบ้าง เพราะนอกจากจะย่อยยาก และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคร้ายต่าง ๆ ตามมาในภายหลังแล้ว ยังทำให้มนุษย์อายุสั้นอีกด้วย
       "สัตว์กินเนื้อส่วนใหญ่มีอายุไม่ยืน อย่างสิงโต อายุเฉลี่ยแค่ 18 ปี เมื่อเทียบกับสัตว์ที่กินพืชผักอย่างช้าง อายุเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 60 ปี หรือม้า วัว และควาย อายุเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 40 ปี ซึ่งเห็นได้ชัดว่าสัตว์กินเนื้อตายเร็วกว่าสัตว์กินพืช เหมือนกับชาวเอสกิโมที่กินเนื้อ และไขมันจำนวนมาก มักจะมีอายุเฉลี่ยประมาณ 29 ปีเท่านั้น ขณะที่ชาวหันสา ชนเผ่าที่อาศัยอยู่ในปากีสถาน กินเมล็ดธัญพืช อาหารสด ผลไม้ และผัก เราพบว่า คนกลุ่มนี้มีอายุยืนถึง 110 ปีเลยที
อย่างไรก็ดี การหันมากินมังสวิรัติ หรือช่วยกันลดเนื้อสัตว์ ไม่เพียงแต่จะมีผลดีต่อร่างกายและจิตใจของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังช่วยลดปัญหาความอดอยากขาดแคลนของผู้คนบนโลกใบนี้ได้อีกนับหลายล้านคน เนื่องจากธัญพืชที่ถูกนำไปเลี้ยงสัตว์จำนวนมากจะเหลือเพียงพอกับคนทั้งโลก และไม่มีใครต้องทนหิวอีกต่อไป
       "ทุกวันนี้ 1 ใน 3 ของธัญพืชที่ผลิตได้ทั้งโลก ถูกนำไปใช้ในการทำปศุสัตว์เพื่อเป็นอาหารเลี้ยงวัวเลี้ยงสัตว์ แทนที่จะนำไปเป็นอาหารแด่เพื่อนร่วมโลก 1,500 ล้านคนที่อดอยากทุกข์ยากเพราะความหิว" 
       นอกจากนี้ การหันมากินมังสวิรัติยังช่วยลดปัญหาโลกร้อนได้อีกด้วย   
       "การกินผักช่วยให้โลกเย็น แต่การกินเนื้อสัตว์เป็นสาเหตุสำคัญให้เกิดโลกร้อนเพราะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการบุกรุกทำลายป่าอย่างป่าอเมซอนในบราซิล เริ่มถูกโค่นลง เพื่อทำทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ ไม่เพียงเท่านั้นในมูลสัตว์มีก๊าซมีเทนมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 21 เท่า ซึ่งเป็นตัวการทำให้โลกร้อนขึ้น" ดร.อาจองให้ข้อมูล

อ้างอิงจาก http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9550000013800 วันที่ 23-10-55

วันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2555

"คุณหมอประเวศ"แนะทางรอดสังคมไทย"


"หมอประเวศ" แนะทางรอดสังคมไทยระบบการศึกษาต้องปฎิวัติจิตสำนึกใหม่ การศึกษาต้องพัฒนาคนไม่ครอบคน ชี้ปัญหาที่เกิดขึ้น คนละเลยการใช้สมองส่วนหน้า ฝากเปิดหลักสูตรจิตตปัญญาศึกษาพัฒนาจิตเด็ก ส่วนมหาวิทยาลัยควรพา นศ.ใช้ชีวิตร่วมกับคนจนสัมผัสโลกของความเป็นจริง
  เมือวันที่ 24 มิถุนายน 2553 ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ กรุงเทพฯ มูลนิธิสดศรีสฤษดิ์วงศ์ สำนักงานกองทุนสลับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ร่วมจัดประชุมวิชาการ "สานจิตรเสวนา ครั้งที่ 2 : มีปัญญารักษาทุก(ข์)โรค
 ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กล่าวบรรยาย "สร้างองค์กรพัฒนาจิตทุกหย่อมหญ้า" ตอนหนึ่งว่า ขณะที่คนส่วนใหญ่อยู่ในสภาวะจิตคว่ำ คือการเห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่คนอื่น ไม่เห็นแก่สิ่งอื่น ไม่เห็นแก่ส่วนรวม ให้เกิดวิกฤติมากมาย อีกทั้งการศึกษาไทยตลอด 100 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันไม่ได้ทำหน้าที่พัฒนาคน แต่เป็นการครอบคน เป็นระบบการศึกษามิติเดียว ที่ครูทำหน้าที่คอยป้อนข้อมูลส่วนนักเรียนก็มีหน้าที่ฟังครูอย่างเดียว การศึกษาของไทยจึงทำให้เกิดแต่ความโง่เขลา ไม่ได้ช่วยพัฒนาจิตหงายของคนให้เกิดขึ้นมาได้ทั้งที่สถาวะจิตของคนเรานั้นมีทั้งสองด้าน คือ จิตหงาย การเห็นแก่ทั้งหมด เห็นแก่ส่วนรวมแต่กลีบไปพัฒนาเฉพาะจิตคว่ำ
ศ.นพ.ประเวศ กล่าวอีกว่า ระบบการศึกษาต้องเป็นกลไกในการปฎิวัติจิตสำนึกมหาวิทยาลัยต้องไม่ใช่เป็นกำแพงกั้นเด็กออกจากความเป็นจริง แต่ต้องเป็นมหาวิทยาลัยที่ให้ความรู้ และจิตสำนึกใหม่ๆ เช่น การพานักศึกษาไปใช้ชีวิตร่วมอยู่กับคนจน เพื่อให้เข้าใจโลกความเป็นจริง เห็นมุมมองความเป็นอยู่ของคนจริงๆ ไม่ใช่เพียงไปออกค่ยอาสาหากคนยังเห็นแก่ตัว ปฎิรูปอะไรก็ไม่พ้นวิกฤติต่างๆ ได้ และควรหันมาใช้สมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นสมองส่วนของความรู้สึกนึกคิดสิ่งไหนดี สิ่งไหนชั่ว ความมีคุณธรรม จริยธรรม แต่กลับไปใช้สมองส่วนเยวกับสัตว์เลื้อยคลาน สมองส่วนหลังที่มีแต่การกิน ขี้ ปี้ นอน และกัดกันซึ่งเมื่อใช้สมองส่วนหลังมากๆ จึงมีแต่การทะเลาะเบาะแว้งของคนในสังคม ขณะเดียวกันสมองส่วนหน้า เรื่องศีลธรรม จริยธรรมก็หายไป" ศ.นพ.ประเวศ กล่าว
ศ.นพ.ประเวศ กล่าวต่อไปว่า เพื่อรับฟังและกระจายข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการพัฒนาจิต ให้เกิดเครือข่ายของการรับรู้แลกเปลี่ยนเพื่อให้เกิดชุมชนจิตสำนึกใหม่ การท่องเที่ยวเพื่อให้เกิดชุมชนจิตสำนึกใหม่ การท่องเที่ยวจิตสำนึกใหม่ ขณะเดียวกันโรงพยาบาลทุกคนควรมีคลินิกเสริญสติ และหลักสูตรจิตตปัญญาศึกษา เพื่อเป็นการพัฒนาจิตเด็ก

อ้างอิง : http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/special_report/15967 เข้าถึง 19-10-55

วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2555

บอกลาความคิดเชื่องช้า ด้วย 5 วิธีง่าย ๆ ช่วยเติมความปราดเปรื่องให้สมอง เพิ่มพลังเรียนรู้เร็ว

เริ่มวันใหม่เติมพลังการเรียนรู้ด้วย “โปรตีน” จากเมนูข้าวต้ม โจ๊ก แซนด์วิช สลัด หรือซีเรียล พร้อมนม 1 แก้ว จะช่วยคงสภาวะระดับน้ำตาลในเลือดให้สูงเป็นเวลานาน ตรงกันข้ามหากมีพฤติกรรมงดอาหารเช้า จะสังเกตว่า ช่วงสายมักเริ่มหิว ไม่มีสมาธิ ขาดความฉับไวในการคิด และแก้ปัญหา
    “จิบน้ำอุณหภูมิห้อง” เพราะ สมองประกอบด้วยน้ำถึง 85% และระหว่างวันร่างกายจะสูญเสียไปจากเหงื่อ และปัสสาวะ ดังนั้น จึงต้องเติมน้ำให้ร่างกายเป็นระยะ โดยควรเป็นน้ำธรรมดา ไม่เย็นจัด ซึ่งร่างกายจะดูดซึมไปใช้ในระบบหมุนเวียนเลือดได้ทันที มีผลต่อเซลล์สมองส่งข้อมูลได้เร็วขึ้น
    “สลับมือบริหารสมอง” ด้วยกิจกรรมง่าย ๆ เช่น แปรงฟัน หวีผม หรือกวาดบ้านด้วยมือที่ไม่ถนัด จะช่วยกระตุ้นสมองส่วนที่ไม่ค่อยได้ใช้งานให้แอคทีฟขึ้น
    “อารมณ์ดีสมองแล่น” อารมณ์ ขันส่งผลต่อกระบวนการคิดเชิงบวก และแก้ปัญหาในเชิงสร้างสรรค์ ในทางกลับกันถ้าอยู่ในอารมณ์เครียดเกินไป จะทำให้การประมวลข้อมูลของสมองช้า ทำความคิดแคบ
    “เลี่ยงอดนอนทำสมองเบลอ” ควรนอนหลับให้เพียงพอวันละ 6-8 ชั่วโมง โดยไม่ควรนอนคลุมโปง เพราะจะเป็นการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ และลดออกซิเจน ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมอง

อ้างอิงจาก : http://www.erp4all.co.th/index.php/th/fireboard-forums.html?func=view&id=37&catid=7

วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ต้นไม้การตัดสินใจ (อังกฤษ: decision tree)

เป็นวิธีหนึ่งที่จะประมาณฟังก์ชันที่มีค่าไม่ต่อเนื่อง (discrete-value function) ด้วย แผนผังต้นไม้อาจประกอบด้วยเซตของกฎต่างๆแบบ ถ้า-แล้ว (if-then) เพื่อให้มนุษย์สามารถอ่านแล้วเข้าใจการตัดสินใจของต้นไม้ได้
ในการเรียนรู้ของเครื่อง (machine learning) ต้นไม้ตัดสินใจ -> โมเดลทางคณิตศาสตร์ที่ใช้ทำนายประเภทของวัตถุโดยพิจารณาจากลักษณะของวัตถุ บัพภายใน (inner node) ของต้นไม้จะแสดงตัวแปร ส่วนกิ่งจะแสดงค่าที่เป็นไปได้ของตัวแปร ส่วนบัพใบจะแสดงประเภทของวัตถุ
ต้นไม้การจัดสินใจในการบริหารธุรกิจ -> แผนผังต้นไม้ช่วยในการตัดสินใจ โดยแสดงถึงมูลค่าของทรัพยากรที่จะใช้ ความเสี่ยงในการลงทุนและและผลลัพธ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้น ต้นไม้ตัดสินใจสร้างขึ้นเพื่อช่วยการตัดสินใจเพื่อใช้ในการสร้างแผนงาน นิยมใช้มากในการบริหารความเสี่ยง (risk management) ต้นไม้ตัดสินใจเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีการตัดสินใจ (decision theory) และ ทฤษฎีกราฟ ต้นไม้ตัดสินใจเป็นวิธีการพื้นฐานอย่างหนึ่งสำหรับการทำเหมืองข้อมูล



อ้างอิงจาก : http://th.wikipedia.org/wiki/ต้นไม้การตัดสินใจ (9-7-2555)

การทำเหมืองข้อมูล

การทำเหมืองข้อมูล (อังกฤษdata mining) หรืออาจจะเรียกว่า การค้นหาความรู้ในฐานข้อมูล (อังกฤษKnowledge Discovery in Databases - KDD) เป็นเทคนิคเพื่อค้นหารูปแบบ (pattern) ของจากข้อมูลจำนวนมหาศาลโดยอัตโนมัติ โดยใช้ขั้นตอนวิธีจากวิชาสถิติ การเรียนรู้ของเครื่อง และ การรู้จำแบบ หรือในอีกนิยามหนึ่ง การทำเหมืองข้อมูล คือ กระบวนการที่กระทำกับข้อมูล(โดยส่วนใหญ่จะมีจำนวนมาก) เพื่อค้นหารูปแบบ แนวทาง และความสัมพันธ์ที่ซ่อนอยู่ในชุดข้อมูลนั้น โดยอาศัยหลักสถิติ การรู้จำ การเรียนรู้ของเครื่อง และหลักคณิตศาสตร์ ความรู้ที่ได้จากการทำเหมืองข้อมูลมีหลายรูปแบบ ได้แก่
กฎความสัมพันธ์ (Association rule) แสดงความสัมพันธ์ของเหตุการณ์หรือวัตถุ ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ตัวอย่างของการประยุกต์ใช้กฎเชื่อมโยง เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลการขายสินค้า โดยเก็บข้อมูลจากระบบ ณ จุดขาย (POS) หรือร้านค้าออนไลน์ แล้วพิจารณาสินค้าที่ผู้ซื้อมักจะซื้อพร้อมกัน เช่น ถ้าพบว่าคนที่ซื้อเทปวิดีโอมักจะซื้อเทปกาวด้วย ร้านค้าก็อาจจะจัดร้านให้สินค้าสองอย่างอยู่ใกล้กัน เพื่อเพิ่มยอดขาย หรืออาจจะพบว่าหลังจากคนซื้อหนังสือ ก แล้ว มักจะซื้อหนังสือ ข ด้วย ก็สามารถนำความรู้นี้ไปแนะนำผู้ที่กำลังจะซื้อหนังสือ ก ได้
การจำแนกประเภทข้อมูล (Data classification) หากฏเพื่อระบุประเภทของวัตถุจากคุณสมบัติของวัตถุ เช่น หาความสัมพันธ์ระหว่างผลการตรวจร่างกายต่าง ๆ กับการเกิดโรค โดยใช้ข้อมูลผู้ป่วยและการวินิจฉัยของแพทย์ที่เก็บไว้ เพื่อนำมาช่วยวินิจฉัยโรคของผู้ป่วย หรือการวิจัยทางการแพทย์ ในทางธุรกิจจะใช้เพื่อดูคุณสมบัติของผู้ที่จะก่อหนี้ดีหรือหนี้เสีย เพื่อประกอบการพิจารณาการอนุมัติเงินกู้
การแบ่งกลุ่มข้อมูล (Data clustering) แบ่งข้อมูลที่มีลักษณะคล้ายกันออกเป็นกลุ่ม แบ่งกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคเดียวกันตามลักษณะอาการ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์หาสาเหตุของโรค โดยพิจารณาจากผู้ป่วยที่มีอาการคล้ายคลึงกัน
การสร้างมโนภาพ (Visualization) สร้างภาพคอมพิวเตอร์กราฟิกที่สามารถนำเสนอข้อมูลมากมายอย่างครบถ้วนแทนการใช้ขัอความนำเสนอข้อมูลที่มากมาย เราอาจพบข้อมูลที่ซ้อนเร้นเมื่อดูข้อมูลชุดนั้นด้วยจินตทัศน์

อ้างอิงจาก : http://th.wikipedia.org/wiki/การทำเหมืองข้อมูล (9-7-2555)

วันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540

ณ วันที่ 2 กันยายน พ.ศ 2540 .
"ข้อมูลข่าวสาร" หมายความว่าสิ่งที่สื่่อความหมายให้รู้เรื่องราวข้อเท็จจริง ข้อมูล หรือสิ่งใด ๆ ไม่ว่าการสื่่อความหมายนั้นจะทำได้โดยสภาพของสิ่งนั้นเองหรือโดยผ่านวิธีการใด ๆ และไม่ว่าจะได้จัดทำไว้ในรูปของเอกสารแฟ้ม รายงาน หนังสือ แผนผัง แผนที่ ภาพวาด ภาพถ่าย ฟิล์ม การบันทึกภาพหรือเสียง การบันทึกโดยเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือวิธีอื่นใดที่ทำให้สิ่งที่บันทึกไว้ปรากฎได้
"ข้อมูลข่าวสารของราชการ" หมายความว่าข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดำเนินงานของรัฐหรือข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเอกชน (มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้)

ความสำคัญของทะเบียนรถ ค่ะ

เลขรถที่ขับมีผลต่อชีวิต และอุบัติเหตุต่อชีวิต ขึ้นอยู่กับอำนาจดวงดาวของตัวเลขรถต่อผู้นั้น ได้มีผู้วิเคราะห์ไว้ว่า เลขนี้ส่งผลอย่างไรต่อผู้ขับ มีผู้ได้มาทดสอบ และได้ความจริงของเลขที่มีผล
ต่อคุณ ดังนี้

ตัวอย่าง หมายเลขทะเบียน ศว 1212
คือ 1 + 2 + 1 + 2 = 6
ให้ดูความหมายเลข 6

ตัวอย่าง หมายเลขทะเบียน ศศ 5959
คือ 5 + 9 + 5 + 9 = 28
แปลง 2 + 8 = 10
แปลง 1 + 0 = 1
ให้ดูความหมายเลข 1

ความหมายเลขทะเบียนรถ

เลข 1 หมายถึง มีตำแหน่งใหญ่ มีโลกส่วนตัว ชีวิตครอบครัวไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร ส่งผลให้ทำเพียงผู้เดียว อยู่กับครอบครัว
เลข 2 หมายถึง ผู้หญิง ความสุข ความสบาย การมีคู่ช่วยเหลือและนำพาความสะดวกมาให้ รถคันนี้มากมาย
เลข 3 การมีชีวิตอยู่อย่างมี การให้กำเนิดและการเริ่มต้นที่ดีเป็นเลขพระ บ่งบอกการเริ่มต้นสำเร็จต่างๆ และกำไรต่างๆ และอาจหมายถึงอุบัติเหตุ
เลข 4 คดีความ ทะเลาะ มีปัญหา ไม่ดี แก้นำทองแผ่น 3 แผ่นแปะให้พระเจิม เป็นสิริมงคลแก่รถและขอพรเทพให้ช่วย คุ้มครองให้ปลอดภัย
เลข 5 หมายถึงการซ่องแซม การติดขัดเรื่องเงิน แก้โดยนำพวงมาลัยถวายแม่ย่านาง ทุกวันเกิดตนเองให้แคล้วคลาดและโชคดีขึ้น
เลข 6 หมายถึงแสดงถึงคนช่วยเหลือ มากมาย คนให้เงินและมีความเจริญรุ่งเรือง แคล้วคลาดจากอันตราย
เลข 7 หมายถึง ต้องเสียเงินกับการเดินทาง อุบัติเหตุแก้ให้นำดอกไม้ถวายพระในรถขอพร ให้ทุกวันเกิดตนเองจะทำให้ตนเองมีเงินมากขึ้น และแคล้วคลาด
เลข 8 หมายถึง ความรุ่งเรือง ความมั่งมี และสมหวังด้านการงานและสุขภาพ สมบูรณ์ดี
เลข 9 หมายถึง ความสำเร็จนิรันดร ความก้าวหน้า ความสุขต่อไป แคล้วคลาดปลอดภัยดี
จึงควรเลือกเลขให้มีโชค เพราะจะทำให้ตัวคุณ
พบกับสิ่งทำให้ตัวเองดีขึ้นต่อไป

จะใส่แหวนนิ้วไหนดี ..........

เพราะชาย หญิงมีธาตุที่แตกต่างกันจึงมีวิธีการที่แตกต่างกัน จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม แหวนวงน้อยนี้ สามารถคุ้มครองผู้สวมใส่ได้เช่นกันเรื่องนี้เป็นวัฒนธรรมที่มีมาแต่โบราณกาล อย่างที่ขุดได้ในกรุสมัยโบราณลองไปดูที่พิพิทธภัณฑ์เจ้าสามพระยาที่จังหวัดอยุธยาก็จะมีแหวนหยกแหวนทองคำแท้และรัตนชาติต่างๆ รวมอยู่ด้วย สิ่งนี้เป็นหลักฐานพยานที่ดีอย่างยิ่ง ลองดูรายละเอียดต่อไปนี้

ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์
ท่าน ที่เกิดวันอาทิตย์ ผู้หญิงให้สวมแหวนมือข้างซ้าย ส่วนผู้ชายสวมแหวนมือข้างขวา ตัวเรือนควรทำจากทองแท้ เงินแท้หรือหยกถึงจะส่งพลังดี ๆออกมาคุ้มครอง ในการสวมแหวน หากเป็นผู้ชายให้เน้นไปที่นิ้วกลางและนิ้วชี้อันหมายถึงพลังอำนาจการปกครองและ วาสนาบารมีแต่หากจะสวมแหวนที่นิ้วหัวแม่มือก็ขอให้ดูตัวเองก่อน เพราะการสวมที่หัวแม่มือนั้น ต้องเป็นผู้มีเงินทองแบบหลงจู๊อยู่แล้วไม่เช่นนั้นจะเกินวาสนาตน ส่วนผู้หญิงก็ให้สวมมือซ้ายนิ้วนางหรือนิ้วกลาง ก็จะเสริมพลังของตัวเองให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง นอกจากนี้ในการสวมแหวนหลายวงในนิ้วเดียวกันนั้น ไม่ควรทำ จะทำให้เกิดความผิดพลาดในเรื่องของความรักได้ง่าย ๆ

ผู้ที่เกิดวันจันทร์
ท่านที่เกิดวันจันทร์ผู้หญิงให้สวมที่นิ้วมือข้างซ้ายส่วนผู้ชายให้สวมมือข้างขวา ตัวเรือนควรทำด้วยทองคำ เงิน นาค โลหะผสม หรือหินสีต่างๆก็ได้ แต่ควรเป็นแหวนที่วงค่อนข้างผอม บาง หัวแหวนเล็กๆ จึงจะสอดคล้องกับผู้ที่เกิดในวันจันทร์ ผู้ชายควรสวมแหวนเน้นไปที่นิ้วชี้ นิ้วนาง นิ้วกลางก็จะเสริมดวงและคุ้มครอง ห้ามสวมแหวนนิ้วก้อยและนิ้วหัวแม่มือเด็ดขาดส่วนผู้หญิงก็ให้สวมที่นิ้วกลาง นิ้วนาง นิ้วก้อย ก็จะเกิดความเจริญรุ่งเรือง สร้างพลังแห่งเมตตามหานิยมแก่เจ้าของ ไม่ควรสวมแหวนที่นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือ สามารถสวมแหวนซ้อนกันสองวงได้ แต่ถ้าเป็นสามวงซ้อนในนิ้วเดียวกันไม่ควรอย่างยิ่ง จะทำให้เกิดความผิดพลาด ในเรื่องของความรักได้ง่าย ๆ

ผู้ที่เกิดวันอังคาร
ท่าน ที่เกิดวันอังคาร ผู้หญิงให้สวมที่นิ้วมือข้างซ้าย ส่วนผู้ชายให้สวมนิ้วมือข้างขวา ตัวเรือนทำด้วยอะไรก็ได้ แต่ไม่ควรเป็นของที่แตกหักได้ ตัวแหวนควรค่อนข้างหนาสักหน่อยจึงจะดีหัวแหวนควรใหญ่เช่นกันก็จะสามารถเหนี่ยวนำความเจริญรุ่งเรืองได้ผู้ชายควรสวมไว้ที่นิ้วกลางนิ้วชี้ ก็จะคุ้มครองผู้สวมใส่ ไม่ควรสวมแหวนนิ้วนางหรือนิ้วก้อยจะทำให้ไม่มีพลังส่วนผู้หญิงควรสวมแหวนที่นิ้วกลางนิ้วชี้และนิ้วนางเท่านั้นก็จะส่งพลังคุ้มครองในทุกเรื่อง ไม่ควรสวมแหวนที่นิ้วก้อย จะทำให้เสียพลังที่เข้มแข็ง ที่สำคัญการสวมแหวนซ้อนกันหลายวงในนิ้วเดียวกันสามารถทำได้ ไม่ได้ทำให้เกิดการสูญเสียหรือมีผลใด ๆในเรื่องของความรัก

ผู้ที่เกิดวันพุธ
ท่าน ที่เกิดวันพุธ ผู้หญิงให้สวมที่นิ้วมือข้างซ้ายส่วนผู้ชายให้สวมที่นิ้วมือข้างขวา ตัวเรือนควรทำด้วยวัสดุธรรมชาติอย่าง ทอง เงินหรือหยก ตัวแหวนควรพอดีกับนิ้ว ไม่ควรหนาหรือบางจนเกินไป หัวแหวนควรทำด้วยรัตนชาติแท้หรือทำเป็นรูปเหลี่ยม ๆจะสามารถเพิ่มพลังของความเจริญรุ่งเรืองได้ ผู้ชายควรสวมแหวนไว้ที่นิ้วชี้ นิ้วกลางหรือนิ้วนางก็ได้ หรือจะใส่ที่นิ้วหัวแม่มือก็ได้เช่นกัน ส่วนผู้หญิงควรสวมแหวนที่นิ้วชี้ นิ้วกลางหรือนิ้วนางก็จะสามารถคุ้มครองได้ในทุกๆ เรื่อง นอกจากนี้ยังสามารถสวมแหวนหลายวง หลายนิ้วพร้อมกันได้ หรือจะซ้อนในนิ้วเดียวกันหลายวงก็ได้ ไม่ได้ทำให้เกิดผลเสียในเรื่องของความรักอย่างแน่นอน

ผู้ที่เกิดวันพฤหัส
ท่านที่เกิดวันพฤหัสผู้หญิงให้สวมที่นิ้วมือข้างซ้ายส่วนผู้ชายสวมที่นิ้วมือข้างขวา ตัวเรือนทำด้วยวัสดุธรรมชาติอย่าง ทองคำ เงินหรือทองคำขาว ตัวแหวนควรพอดีกับนิ้ว หรือค่อนข้างใหญ่หน่อยก็ยังดี หัวแหวนควรทำด้วยรัตนชาติแท้ แต่ควรจะมีประกายส่องสว่าง ถึงจะสามารถเพิ่มพลังของความเจริญรุ่งเรืองได้ ผู้ชายควรสวมแหวนที่นิ้วชี้ นิ้วกลางหรือนิ้วนางก็ได้ หรือจะใส่ที่นิ้วหัวแม่มือก็ได้เช่นกัน แต่ไม่ควรสวมแหวนนิ้วก้อย ส่วนผู้หญิงควรสวมแหวนที่นิ้วชี้ นิ้วกลางหรือนิ้วนาง ก็จะสามารถคุ้มครองได้ในทุกๆเรื่อง นอกจากนี้ไม่ควรสวมแหวนพร้อมกันหลายวง จะทำให้เสียพลังในเรื่องของความรัก เปรียบเหมือนการมีรักซ้อนซ่อนรัก

ผู้ที่เกิดวันศุกร์
ท่าน ที่เกิดวันศุกร์ ผู้หญิงให้สวมที่นิ้วมือข้างซ้าย ส่วนผู้ชายสวมที่นิ้วมือขวา ตัวเรือนควรทำด้วยวัสดุธรรมชาติอย่าง ทองคำ เงินหรือทำจากหิน ตัวแหวนควรมีลักษณะเป็นแฟชั่นหยักๆ หรือเป็นคลื่น หัวแหวนควรมีสีสัน หรือเป็นแหวนหลายหัวก็ได้จะสามารถเพิ่มพลังของความเจริญรุ่งเรืองได้ ผู้ชายควรสวมแหวนที่นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง หรือนิ้วก้อย หรือจะใส่ที่นิ้วหัวแม่มือก็ได้เช่นกันส่วนผู้หญิงสามารถสวมแหวนนิ้วไหนก็ได้ในทุกนิ้ว จะสามารถคุ้มครองได้ในทุก ๆเรื่องแต่การสวมแหวนซ้อนกันมากจนเกินไป จะทำให้เสียพลังในเรื่องของความรัก เปรียบเหมือนการมีรักซ้อนซ่อนรัก หรือจะกลายเป็นคนที่รักอิสระจนเกินกว่าจะควบคุมได้

ผู้ที่เกิดวันเสาร์
ท่านที่เกิดวันเสาร์ ผู้หญิงให้สวมที่นิ้วมือข้างซ้าย ส่วนผู้ชายสวมที่นิ้วมือขวา ตัวเรือนควรทำด้วยวัสดุธรรมชาติอย่าง ทองคำ เงินหรือหิน ตัวแหวนควรมีความพอดีกับนิ้ว หรือค่อนข้างใหญ่หน่อยก็ยังดี หัวแหวนควรทำด้วยรัตนชาติแท้ แต่ควรจะมีสีค่อนข้างเข้ม จะสามารถเพิ่มพลังของความเจริญรุ่งเรืองได้ ผู้ชายควรสวมแหวนที่นิ้วชี้ นิ้วกลาง หรือจะใส่ที่นิ้วหัวแม่มือก็ได้เช่นกัน แต่ไม่ควรสวมแหวนที่นิ้วก้อยหรือนิ้วนาง จะเสียพลังในการคุ้มครอง ส่วนผู้หญิง ควรสวมแหวนที่นิ้วชี้ นิ้วกลางหรือนิ้วนางก็จะสามารถคุ้มครองได้ในทุกๆเรื่อง นอกจากนี้ไม่ควรสวมแหวนพร้อมกันหลายวงจะทำให้เสียพลังในเรื่องของความรัก เปรียบเหมือนการมีรักซ้อนซ่อนรัก

มุมนี้สำหรับคนอยากแจม